เศรษฐกิจใหม่ วิถีใหม่ ทักษะใหม่ในโลกอนาคต New economy,New Normal, New skills in the Future World

 เรื่อง “Metaverse โลกเสมือนจริง” พลิกโฉมเศรษฐกิจ สังคม และพฤติกรรม

เครดิต : ผ่าเศรษฐกิจโลก | TOP NEWS

เรื่อง 10 ทักษะแห่งอนาคตในปี 2025!?

เครดิต : Future Trends

เรื่อง New Normal ชีวิตวิถีใหม่ หลังโควิด-19

เครดิต : workpointTODAY


Share:



เลี้ยงเดี่ยว…เลี้ยงดี/เลี้ยงเดี่ยวไหว ถ้าใจแข็งแรง Strong Single Parent

เรื่อง : 10 เทคนิค เลี้ยงลูกให้เก่ง ดี มีความสุข สไตล์พ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว

“เลี้ยงลูกให้เก่ง ดี มีความสุข แบบพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวทำได้จริงหรือ?”

อาจเป็นเรื่องยากที่จะทำใจ เมื่อชีวิตรักต้องพังทะลายลง ทิ้งให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ดูแลครอบครัวเพียงลำพัง ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่ง เลือกที่จะมีชีวิตใหม่บนเส้นทางที่ต่างออกไป แน่นอนว่า นอกจากความทุกข์ ความเศร้าโศก เสียใจ ความหวาดวิตก และความกังวลทั้งหลาย เหมือนจะพร้อมใจกันถาโถมลงมาทับพ่อและแม่ ที่ตกอยู่ในสภานะ “พ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว” แต่เชื่อเถอะว่า คุณคือคนสำคัญที่ลูกต้องการ และคุณเท่านั้นที่จะมอบความรัก ความอบอุ่นให้กับลูกน้อย ได้ดียิ่งกว่าใครทั้งหมด ดังนั้นจงรวบรวมกำลังใจทั้งหมด ส่งเป็นพลังบวก เพื่อผลักดันให้ตัวคุณก้าวไปสู่จุดหมายใหม่ นั่นคือการเลี้ยงดูลูกน้อยให้เก่ง ดี มีความสุข เช่นเดียวกับที่ครอบครัวอื่น ๆ ทำได้…และคุณเองก็จะทำได้ด้วยเช่นกัน!

 
10 เทคนิคการ เลี้ยงลูกให้เก่ง ดี มีความสุข

เทคนิคการเลี้ยงลูกให้เก่ง ดี มีความสุขที่ทุกครอบครัวสามารถนำมาปฏิบัติร่วมกันได้ โดยไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของการเลี้ยงดู เพราะไม่ว่าจะเป็นครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว หรือครอบครัวที่มีความสมบูรณ์พร้อม พ่อ และแม่ทุก ๆ คนก็ล้วนต้องการเห็นลูกของตนเองเติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งเทคนิคในการเลี้ยงลูกให้เก่ง ดี และมีความสุขนั้น สามารถปฏิบัติได้ดังนี้ คือ

 
เลี้ยงลูกแบบเปิดกว้าง

เปิดโอกาสให้เขาได้เรียนรู้ ค้นหาความสามารถของตนเอง ตามความสนใจ และความถนัด โดยคุณพ่อหรือคุณแม่เป็นเพียงผู้สนับสนุน ให้คำแนะนำ และให้โอกาสเขาได้ทำตามความต้องการ

 
ให้ลูกได้เรียนรู้จากการเล่น

ให้เขาได้เล่นสนุกตามวัยของตนเอง ยิ่งถ้าคุณพ่อ หรือคุณแม่ เป็นส่วนหนึ่งในการเล่นของลูกได้ ก็จะยิ่งช่วยให้เขารู้สึกถึงความอบอุ่น ปลอดภัย และรู้สึกเหมือนพ่อหรือแม่ คือส่วนสำคัญในแต่ละก้าวการเรียนรู้ของเขาเสมอ

 
สอนให้ลูกรู้จักการเข้าสังคม และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น

สอนให้เขารู้จักรักผู้อื่น เช่นเดียวกับการรักตนเอง สอนให้รู้จักพูดคำว่า “ขอบคุณ” “ขอโทษ” เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นระหว่างบุคคล เด็ก ๆ ควรได้รับการปลูกฝังนิสัยการแบ่งปัน และการให้อภัย รู้จักการใช้เหตุผล มากกว่าอารมณ์

 
อย่าเลี้ยงลูกราวกับเป็นไข่ทองคำในหินก้อนมหึมา

คือพ่อ หรือแม่เป็นผู้เก็บรักษา ทนุถนอม และตีกรอบป้องกันอันตรายที่จะเกิดกับลูกทุก ๆ ด้าน จนลูกไม่กล้าที่จะต่อสู้ ไม่กล้าที่จะเผชิญหน้ากับสถานการณ์ต่าง ๆ ด้วยตัวเอง

 
เป็นพลังบวกให้ลูกเสมอ

แม้จะคอยดูอยู่ห่าง ๆ แต่อย่าปล่อยให้เรารู้สึกโดดเดี่ยว คอยประคับประคองเมื่อเขาล้ม คอยให้กำลังใจเวลาที่เขารู้สึกท้อแท้ ผิดหวัง คอยเป็นกำลังใจ และพร้อมจะยืนเคียงข้างลูกเสมอ เมื่อเขาต้องการคุณ

การให้เวลากับลูก

ทั้งในเรื่องการปรับตัว การเรียน การเล่น การทำกิจวัตรประจำวัน รวมถึงหน้าที่เล็ก ๆ น้อยที่จะช่วยแบ่งเบาภาระของพ่อ และแม่ได้ เช่น ช่วยล้างจาน ช่วยทำความสะอาดบ้าน เป็นต้น

 
ไม่เครียด ไม่กดดัน

รวมถึงไม่ตั้งเป้าหมายไว้กับลูกจนสูงเกินเอื้อม ด้วยการบังคับให้ลูกทำสิ่งต่าง ๆ ตามความต้องการที่พ่อ หรือแม่ คิดว่าดีที่สุดสำหรับเขา แต่ควรสนับสนุน ผลักดัน ส่งเสริมให้ลูกเกิดความมั่นใจ ในยามที่ต้องเผชิญกับปัญหา หรือสถานการณ์ที่ต้องคิด และตัดสินใจ

 
โภชนาการอาหารที่ดี

และมีคุณค่าเหมาะสมกับวัยของเด็ก ถือว่ามีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้ลูกน้อยเติบโตอย่างแข็งแรง สุขภาพดี และมีความสุขด้วยเช่นกัน

 
ห้ามเปรียบเทียบ

ไม่ควรเปรียบเทียบลูกคุณกับลูกของคนอื่นโดยเด็ดขาด! เพราะการกระทำเช่นนี้จะทำให้ลูกรู้สึกด้อยคุณค่าในตัวเอง เกิดเป็นความประหม่า น้อยเนื้อต่ำใจ และกลายเป็นเด็กที่ไม่มั่นใจในตัวเองในที่สุด ที่สำคัญคือการใช้คำพูด และการแสดงอารมร์ของคุณพ่อ หรือคุณแม่ ควรใช้คำพูดที่อ่อนโยน สุภาพ เสริมสร้างกำลังใจ แทนที่จะใช้คำพูดที่รุนแรง ก้าวร้าว ด่าทอ เพราะคำพูดต่าง ๆ เหล่านี้จะส่งผลต่อพฤติกรรม และจิตใจของลูกอย่างมาก เมื่อเขาเติบโตขึ้น

 
เป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกได้เห็น

พ่อแม่เปรียบเสมือกระจกบานใหญ่ ที่ลูกมองเห็นอยู่ทุกวัน เมื่อเขาเห็นสิ่งใดในกระจก เด็ก ๆ ก็จะเกิดการจดจำ และเริ่มที่จะเลียนแบบพฤติกรรมนั้น ซึ่งคงไม่ดีแน่ หากคุณพ่อคุณแม่จะแสดงความโกรธ ความก้าวร้าว ดุดัน เกรี้ยวกราด ให้ลูกได้เห็น เพราะนั่นจะเป็นการปลูกฝังนิสัยเช่นนี้ลงในหัวใจของเด็ก ๆ และเมื่อถึงวัยหนึ่งเขาก็จะแสดงพฤติกรรมเช่นนี้ออกมาบ้าง เมื่อความต้องการไม่สมดังความปรารถนา และแน่นอนว่า ช่องว่างระหว่างคุณกับลูกก็จะยิ่งขยายใหญ่ออกไปเรื่อย ๆ เพราะกระจกที่คุณสร้างมันขึ้นมา นั่นเอง

 
ปัญหาที่พบบ่อยในการเลี้ยงลูก สำหรับพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว

ปัญหาที่พบบ่อยที่สุด สำหรับผู้ที่ตกอยู่ในสถานะ “พ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว” คือ ความเครียด ความวิตกกังวลต่างๆ เช่น เรื่องค่าใช้จ่าย ความพร้อมในการดูแลลูกเพียงลำพัง ความกลัวที่จะต้องเผชิญกับสถานการณ์ต่างๆ แบบไม่คาดคิด ความกังวลและ ความกลัวที่จะล้มเหลวในการดูแลเอาใจใส่ลูกไปพร้อมๆ กับการทำงานนอกบ้าน รวมถึงความเครียดที่จะต้องแบกรับภาระทั้งหมดในครอบครัวเพียงลำพัง  ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนเคยเกิดขึ้นมาแล้วสำหรับคุณพ่อ และคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวหลายครอบครัว ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ความเข้มแข็ง และความกล้าหาญเท่านั้น ที่จะพาครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว ผ่านพ้นอุปสรรคนี้ไปได้ตลอดรอดฝั่ง

 
แนวทางการแก้ปัญหาในการเลี้ยงลูกของพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว

ทั้งนี้ วิธีแก้ปัญหาพื้นฐาน เมื่อคุณพ่อคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ต่าง ๆ มีดังนี้ คือ

 
ให้กำลังใจตนเอง

และอย่าละเลยที่จะดูแลสุขภาพร่างกายและจิตใจของตนเองด้วยเช่นกัน ความเข้มแข็งของจิตใจ และความแข็งแรงของร่างกายจัดเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นที่คุณพ่อคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวจำเป็นต้องมี เพราะถ้าคุณป่วย(ทั้งกายและใจ)คุณจะเอาเรี่ยวแรงและกำลังใจที่ไหนไปดูแลลูกได้

 
ยอมรับความช่วยเหลือจากผู้อื่นบ้าง

หากจำเป็น เพราะทุกคนไม่ได้เข้มแข็ง และกล้าหาญอยู่ตลอดเวลา ช่วงเวลาแห่งความเหนื่อยล้า และท้อแท้ย่อมเกิดขึ้นได้กับทุกคน ดังนั้นมืออันอบอุ่นที่ยื่นมาเบื้องหน้า เพื่อประคองคุณให้ลุกขึ้นได้อีกครั้ง จึงมีความสำคัญอย่างมาก

 
สร้างกลุ่ม ชุมชน หรือพูดคุยกับคนที่ตกอยู่ในภาวะเดียวกัน

เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประสบการณ์ในการดำเนินชีวิต รวมถึงเทคนิค วิธีการดูแลลูกเพียงลำพัง เป็นต้น

 
อาศัยการวางแผนในชีวิต

ทุกสิ่งในชีวิตต่อจากนี้ต้องมีการวางแผน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของค่าใช้จ่ายสำหรับลูก และตัวคุณเอง คุณพ่อ หรือคุณแม่ที่อยู่ในสถานะเลี้ยเดี่ยว จำเป็นต้องบริหารการเงินอย่างรอบคอบ เพื่ออนาคตของลูก และของตัวคุณเองด้วยเช่นกัน ซึ่งถ้าเป็นไปได้ หรือมีโอกาสที่จะหารายได้เสริม เพื่อเพิ่มรายรับให้กับครอบครัว โดยไม่ส่งกระทบต่อการดูแลลูก ก็ควรจะต้องทำ

 
สอนลูกให้รู้จักหน้าที่และความรับผิดชอบ

ด้วยการฝึกให้เขารู้จักช่วยเหลือตัวเอง รู้จักการทำกิจวัตรประจำวัน และเข้าใจกฎกติกา ที่ทุกคนในครอบครัวต้องปฎิบัติร่วมกัน

 
ก้าวข้ามความผิดพลาดให้ได้

ด้วยจิตใจที่เข้มแข็งและกล้าหาญ ให้กำลังใจตนเองอยู่เสมอ ซึ่งบางครั้งอาจต้องพบกับความเหนื่อยล้า และท้อแท้ แต่ไม่ควรท้อถอยเป็นอันขาด พยายามตั้งสติ คิดบวกอยู่เสมอ และที่สำคัญคือ หมั่นหัวเราะ ทำจิตใจให้ร่างเริงแจ่มใส ไม่หมกมุ่นกับความทุกข์ และความรู้สึกเดิมๆ ที่ผ่านมาแล้ว

 
ตั้งใจรับฟังและตอบคำถามลูกอย่างจริงใจ

เมื่อวันหนึ่งลูกตั้งคำถามที่ตอบยากกับคุณ จงอย่าปฏิเสธที่จะตอบคำถามของลูก แต่ควรรับฟังทุกถ้อยคำและความคิดเห็นของลูกอย่างตั้งใจ และตอบคำถามของเขาด้วยความจริงใจ และซื่อตรง อธิบายให้เขาเข้าใจว่า เพราะเหตุใดครอบครัวของเขาจึงมีเพียง พ่อ หรือแม่เพียงคนเดียวเท่านั้น อาจเป็นเรื่องยากสักหน่อยที่ลูกจะทำความเข้าใจในระยะแรก หรือในช่วงวัยที่เขายังไม่เข้าใจความซับซ้อนของผู้ใหญ่ แต่จงบอกลูกของคุณเถอะว่า “แม้เขาจะมีเพียงพ่อ หรือแม่ที่อยู่กับเขาเพียงลำพัง แต่คุณจะเป็นทั้งพ่อและแม่ให้กับเขาเอง ลูกไม่ต้องกังวลใด ๆ ทั้งสิ้น!”

เมื่อความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาจบลง ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดต้องเดินจากไปใช้ชีวิตใหม่ตามทางที่เลือก ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งต้องเป็นผู้ดูแลลูกต่อไป ปัญหาความเครียด ความวิตกกังวล และความไม่สบายใจสารพัดอย่างเกี่ยวกับตัวลูกจะถาโถมเข้าหาพ่อ หรือแม่ ซึ่งต้องตกอยู่ในสถานะ “เลี้ยงเดี่ยว” อย่างไรก็ตาม ทุกสิ่งจะผ่านพ้นไปด้วยดี หากคุณพ่อคุณแม่ที่ตกอยู่ในสถานะเลี้ยงเดี่ยว เปลี่ยนความทุกข์ ความเศร้า ความผิดหวัง ให้กลายเป็นพลังในด้านบวก แล้วหันมาโฟกัสที่ “ลูก” ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของคุณ ณ ตอนนี้ และจงเชื่อมั่นในตนเองอย่างกล้าหาญว่า คุณพ่อ หรือคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวแบบคุณนี่แหละ ที่จะทำให้ลูกเป็นคนเก่ง เป็นคนดี และมีความสุขที่สุด ที่มีคุณอยู่ข้างๆ เขาตลอดมา และตลอดไป…

 

เครดิต : (นามปากกา : วายุ, วิสัชนา, อารีรัตน์) ชอบปลูกต้นไม้ อ่านหนังสือ เขียนหนังสือ และวาดรูป เคยเป็นครูอนุบาล ครูประถม ครูมัธยมต้น ครูสอนจินตคณิต(สมาร์ทเบรน) มีงานเขียนพ็อกเก็ตบุ๊ค และ E-book ที่
mebmarket.com

 

Share:



หยุดการค้ามนุษย์ทุกรูปแบบ Stop Human Trafficking

เรื่อง : หยุดการค้ามนุษย์

(พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 และแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2560)

ประเด็นร้อนในสังคมขณะนี้ ดูจะหนีไม่พ้นเรื่อง “การค้ามนุษย์” และการค้าประเวณี หรือ การจัดหาเด็กมา เพื่อให้บริการทางเพศหรือในรูปแบบอื่นๆ ทำให้สังคมตั้งข้อสงสัยในพฤติกรรมและรูปแบบของการค้ามนุษย์ รวมถึงอัตราโทษของผู้กระทำผิดและการให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายเยียวยาภาวะจิตใจ ทำให้หน่วยงาน หรือเครือข่ายองค์กรที่ทำงานด้านเด็กและสตรีที่ออกมาเรียกร้อง รณรงค์ ปลุกจิตสำนึกต่อสังคม และต่อรัฐบาลดำเนินการหาผู้ที่เกี่ยวข้องทุกระดับมาเข้ากระบวนการตามกฎหมายโดยไม่ละเว้น

ใครก็ตามที่พบเห็นหรือรู้เบาะแสการค้ามนุษย์ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ศูนย์ช่วยเหลือสังคม สายด่วน.1300

หยุดเถอะครับ หยุดค้ามนุษย์…

ที่มา :

1. พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551

2. พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2560

 

Share:



ความยากจนครัวเรือนไทย…จะหลุดพ้นได้อย่างไร Breking the Cycle of Poverly in Thai Family

เรื่อง : “ความจนมันร้าย” ส่งต่อข้ามรุ่นยากหลุดพ้น

ปัญหาความยากจนจะจบลงที่ตรงไหน?

ปีแล้วปีเล่า ที่มีการประกาศว่าความยากจนของคนไทยจะมาถึงคราวสิ้นสุด แต่ภาวะนั้นยังไม่เคยมาถึง 

ท่ามกลางสรรพเสียงที่ปะทะกันไปมา เสียงแผ่วเบาของครอบครัวหนึ่งฉายให้เห็นภาพแทนของความยากจนข้นแค้นที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นบนผืนแผ่นดินไทย

ไร้สถานะ ไร้สิทธิ ต้องไร้อนาคต?

หากชีวิตเกิดมาแล้ว ยากจน – ลำบาก ทุกคนล้วนคาดหวังให้คนรุ่นหลังก้าวไปได้ไกลกว่าตนเองเสมอ 

“มีปัญญาส่งลูกตัวเองได้เรียนแค่ ป.6 เพราะไม่มีบัตรประชาชนไทย รุ่นหลานอยากให้เรียนสูงกว่าพ่อแม่”

นั่นคือความปรารถนาของ ‘แม่คำผ่อง’ และ ‘พ่อสมยงค์’ คู่สามีภรรยาชาวลาวหนีภัยความตายจากการสู้รบภายในประเทศเดินทางข้ามแม่น้ำโขง เข้ามาทำมาหากิน ณ หมู่บ้านบะไห ตำบลห้วยยาง อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ตั้งแต่ปี 2518 ลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่มาจนถึงปัจจุบัน

ลูกหญิงชายทั้ง 4 คน เกิดและเติบโตบนแผ่นดินไทย แต่มีสถานะเป็นเด็กไร้สัญชาติมาโดยตลอด สิทธิในฐานะพลเมืองถูกจำกัดด้วยชาติกำเนิดและฐานะทางการเงินของครอบครัว 

ในรุ่นของของ ‘แม่คำผ่อง’ และ ‘พ่อสมยงค์’ หลังออกจากศูนย์พักพิงลาวอพยพ จังหวัดอุบลราชธานี นับจาก พ.ศ. 2520 – 2550  เป็นช่วง 30 ปีของการเดินทางรับจ้างเพื่อหาเงินเลี้ยงชีพ มีลูกเล็กก็พาไปด้วย  “การรับจ้างแรงงานเป็นอาชีพเดียวที่ทำมาตลอดชีวิต” ทำงานหนักมาก นอกจากรับจ้างดำนา ดายหญ้า เก็บมันในพื้นที่แล้ว จะมีนายหน้าพา “แรงงานลาวอพยพ” ไปค้าแรงต่างถิ่น 

ทั้งคู่เคยผ่านการขายแรงงานรับจ้างตัดอ้อย ที่จังหวัดแพร่ ได้ค่าจ้าง 2 มัดได้ 1 บาท (1 มัด มีอ้อยจำนวน 100 เล่ม) นั้นแปลว่า ต้องตัดอ้อยจำนวน 200 เล่ม จึงจะได้เงิน 1 บาท ทำราว 2 เดือน ก็กลับมารับจ้างก่อสร้างในเมืองอุบลราชธานี เคยขายแรงงานฟาร์มไก่ ที่จังหวัดชลบุรี ไปเก็บดอกฝ้ายที่ จังหวัดกำแพงเพชร จนกระทั่งแม่คำผ่องมีลูกคนที่ 4 ก็เริ่มให้พ่อสมยงค์เดินทางคนเดียวไปรับจ้างเก็บเมล็ดกาแฟ ที่เขาทะลุ จังหวัดชุมพร การออกไปขายแรงงานต่างพื้นที่ ได้ค่าแรงน้อยมาก เสี่ยงถูกจับเพราะมีสถานะเป็นลาวอพยพ และด้วยเหตุนี้ ถ้าคนไทยได้ค่าแรง 200 บาทต่อวัน แรงงานลาวอพยพจะได้แค่ 150 บาทเท่านั้น

เพราะครอบครัวของแม่คำผ่องไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง เมื่อลูกทั้ง 4 คน คือ ‘จินตนา’ ‘พระมหาวาทะชัย’ ‘ศุภชัย’ และ ‘พัทยา’ เรียนจบชั้น ป.6 พวกเขาก็ต้องจากบ้าน เข้าไปทำงานในเมืองใหญ่ เพราะหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้ ไร้งาน ไร้เงิน ลูกของแม่คำผ่องจึงต้องออกเดินทางเข้าหาศูนย์กลางทางเศรษฐกิจเป็น “คนจนเมือง” ขายแรงงานไม่ต่างจากคนรุ่นพ่อแม่ 

พวกเขาทั้ง 4 คนคือ “ชีวิตที่ไม่มีใครเห็น” หนึ่งในกลุ่มเด็กไร้สัญชาติที่พ่อแม่เป็นผู้อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ การหนีภัยสู้รบ หรือความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศต้นทาง ฯลฯ สถานะเข้าเมืองที่ไม่ถูกต้องของพ่อแม่ส่งผลให้เด็กทั้งสี่คนตกอยู่ในช่องว่างของการพิสูจน์สิทธิในสถานะทางกฎหมาย หรือ สัญชาติกับประเทศต้นทางของบิดามารดา รวมทั้งไม่มีสิทธิในสัญชาติไทยตามหลักดินแดน แม้ว่าเด็ก ๆ จะเกิดในประเทศไทยก็ตาม

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีบุคคลไร้สัญชาติมากที่สุดในโลก ข้อมูลจากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2563 ระบุว่า จำนวนคนไร้สัญชาติในประเทศไทยมีอยู่ราว 539,696 คน ยังไม่รวมเด็กไร้รัฐ อีกกว่า 90,000 คน รวมทั้งลูกของแรงงานข้ามชาติที่ไม่อาจทราบจำนวนได้

รายงาน ‘ชีวิตที่ไม่มีใครเห็น: 48 ปี สถานการณ์เด็กไร้สัญชาติในประเทศไทย (2515 – 2563)’  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Ending Child Statelessness in Thailand: Developing an Accelerated Nationality Review Model through Research and Empowerment of Stakeholders โดยศูนย์วิจัยและพัฒนากฎหมาย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับองค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) เสนอว่า ปัจจุบันกฎหมายและนโยบายของไทยยังมีพบข้อจำกัดบางประการที่ไม่สะท้อนความเป็นจริงในชีวิตของเด็ก เช่น การกำหนดให้เด็กไร้สัญชาติต้องเรียนจบปริญญาตรีจึงจะมีสิทธิขอสัญชาติไทย ปัญหาทัศนคติต่อบุคคลไร้สัญชาติ การใช้ดุลยพินิจเกินขอบเขตของกฎหมาย ทำให้ยังคงมีเด็กไร้สัญชาติที่ยังเข้าไม่ถึงสิทธิที่พวกเขาควรจะได้รับ หรือหากเข้าถึงกลไกการรับรองสิทธิก็เป็นไปอย่างล่าช้า เช่นเดียวกับลูกของแม่คำผ่องที่เพิ่งได้รับสัญชาติเมื่อ 3 ปีก่อน

สาแหรก ‘คนจนข้ามข้ามรุ่น’ ตัวอย่าง ‘ครอบครัวแหว่งกลาง’

“มีลูก 4 คน หลาน 8 คน เขาเอามาให้เลี้ยง ลูกคนโตก็มีลูก 4 คน ลูกคนรอง มีลูกคนหนึ่ง ลูกสาวคนที่สาม ก็มีลูกอีก 3 คน ยายก็เคยบอกลูกอยู่ว่า ‘เอามาทำไมเยอะจังเรายิ่งจนอยู่’ แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง ในเมื่อได้มาแล้ว”

แม่คำผ่องกล่าวอย่างลำบากใจ มองไม่เห็นหนทางว่าชีวิตจะดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ได้อย่างไร ท่ามกลางข้อจำกัดมากมายที่กดทับตนเองและครอบครัวอยู่ 

คนจนข้ามรุ่น

ถ้านับ “แม่คำผ่อง” และ “พ่อสมยงค์” เป็นรุ่นแรก ลูกทั้ง 4 คน เป็นคนรุ่นที่สอง และหลานอีก 8 คนเป็นรุ่นที่สาม ชีวิตของครอบครัวนี้ ภาษาอีสานเรียกว่า “ครอบครัวแหว่งกลาง” ไม่แตกต่างไปจากคนอื่น ๆ ในหมู่บ้านแถบนี้ ที่มีแต่คนแก่และเด็ก ๆ อาศัยอยู่ด้วยกัน คนวัยหนุ่มสาวออกจากบ้านไปทำงานในเมือง เพราะคนส่วนใหญ่ไม่มีที่ดินทำกิน

‘จินตนา’ ลูกสาวคนโต อายุ 38 ปี ทำงานร้านอาหารที่ จังหวัดชลบุรี แต่งงานแล้ว มีลูก 4 คน คือ (1) ด.ช.ดบัสวิน หรือ ‘พระโก้’ เกิดปี 2549 อายุ 15 ปี จบ ม.3 โรงเรียนโขงเจียม ปัจจุบันบวชเรียนที่วัดสนมหมากหญ้า อำเภอเขมราฐ (2) ด.ญ.อิสริยาภรณ์ เกิด 2551 อายุ 13 ปี ม.2 โรงเรียนโขงเจียม (3) ด.ญ.บุญญาธิกา เกิด 2554 อายุ 10 ปี เรียนอยู่ ป.5 รร.บ้านบะไห (4) ด.ช. กฤษณะ กุกะสอน เกิด 2558 อายุ 6 ปี  อยู่อนุบาล 3 โรงเรียนบ้านบะไห  จินตนาส่งลูกทั้งสี่คนมาให้แม่ผ่องเลี้ยง โดยส่งเงินมาเดือนละ 3,000 – 4,000 บาท  แต่ช่วง 2 ปีหลังที่มีสถานการณ์โควิด 19 ระบาด ส่งเงินมาเพียง 2,000 บาทต่อเดือนเท่านั้น

‘พระมหาวาทะชัย’ ลูกคนที่สอง – ลูกชายคนโต อายุ 35 ปี ก่อนบวชนั้นเข้าไปทำงานรับจ้างทุกอย่างในกรุงเทพฯ แต่งงานกับสาวชาวลาว มีลูกชาย 1 คน หย่าร้างแล้วและลูกชายอยู่กับแม่ที่เมืองคงเซโดน ประเทศลาว หลังจากหย่าร้าง เดิมจะบวชเพื่อความสงบชั่วคราว แต่ปัจจุบันผ่านมาได้ 8 พรรษา บวชที่วัดบะไห เคยไปจำพรรษาที่โคราช ประมาณ 2 ปี แล้วมาเรียนบาลี ที่วัดสนมหมากหญ้า อำเภอเขมราฐ เดิมเมื่อครั้งจำพรรษาที่โคราช มีกิจนิมนต์ ได้ปัจจัยมาจุนเจือพ่อแม่บ้าง แต่ปัจจุบันไม่มีเลย เพราะพระที่จำวัดอยู่ด้วยกันจำนวนกว่า 100 รูป ทำให้พระวาทะชัยไม่ได้รับกิจนิมนต์เลย

ศุภชัย ลูกชายคนเล็ก อายุ 33 ปี ทำงานรับจ้างกรีดยาง ที่ปักษ์ใต้ (แม่ผ่องจำจังหวัดไม่ได้) แต่งงานแล้ว 2 ครั้ง เมียคนแรก มีลูกชาย 1 คน ลูกอยู่กับแม่ แต่งงานเมียคนที่ 2 ปัจจุบันทำงานกรีดยางด้วยกัน มีลูกสาว 1 คน คือ ดญ.พนิดา ส่งมาให้แม่ผ่องเลี้ยง ขณะนี้ เรียนชั้น ป.4 โรงเรียนบ้านบะไห ด้วยรายได้ที่จำกัด ศุภชัยจึงไม่เคยส่งเงินกลับมาบ้านเลย 

‘พัทยา’ ลูกสาวคนเล็กสุดท้อง อายุ 30 ปี ทำงานในฟาร์มเลี้ยงไก่ ที่จังหวัดชลบุรี แต่งงานแล้ว 2 ครั้ง กับสามีคนแรก มีลูกชาย 2 คน คือ (1) ด.ช.ภาคิน เกิดปี 2557 อายุ 7 ปี และ (2) ด.ช.ชัยมงคล เกิดปี 2559 อายุ 5 ขวบ ทั้งสองคนเรียนที่โรงเรียนบ้านบะไห ชั้น ป.2 และอนุบาล 2  การแต่งงานกับสามีคนที่ 2  มีลูก 1 คน คือ ด.ญ.นภาลัย เกิดปี 2564 อายุ 8 เดือน ลูกทั้ง 3 คน พัทยาส่งมาให้แม่ผ่องเลี้ยงดู โดยส่งเงินมาให้เดือนละ 3,000 บาท ระยะหลังสถานการณ์โควิด เงินที่ส่งมาก็ลดลงบ้างบางเดือน

คนจนเมือง ความเหลื่อมล้ำ

ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ “ยายก็คิดไม่ออกเหมือนกัน อาจจะจนไปตลอดชีวิตของยายนั่นแหละ” แม่คำผ่องยอมจำนนกับสภาวะการส่งต่อความจนที่เกิดขึ้น

ภาพตัวแทน “ครัวเรือนเปราะบาง” ร่วงหล่นจากตาข่ายความช่วยเหลือ

แม่คำผ่องใช้จ่ายเงินที่ลูกส่งมาให้เฉลี่ยเดือนละ 5,000 – 6,000 บาท สำหรับเลี้ยงชีพ 9 ชีวิต (หลานชายคนโต – เณรโก้ บวชเรียนไม่ต้องดูแล) ค่าใช้จ่ายหลักคือการซื้อข้าวสารเดือนละ 2 กระสอบ ค่าขนมหลาน ๆ ไปโรงเรียน หลานคนที่เรียนมัธยมได้ 60 บาทต่อวัน หลานที่เหลือเรียนอนุบาลถึงประถมได้ค่าขนม 10 บาทต่อวัน เพราะมีข้าวกลางวันกินที่โรงเรียน เงินที่เหลือก็เป็นค่ากับข้าว นาน ๆ จะซื้อขนมให้หลานกิน หากเงินไม่พอจะขอหยิบยืมเพื่อนบ้าน พอให้มีใช้เดือนชนเดือน และเมื่อลูกส่งเงินมาให้ก็รีบนำไปใช้คืน หากจะให้อยู่ได้ ไม่ลำบากมากนัก คือ 10,000 บาทต่อเดือน  

แม่คำผ่องและพ่อสมยงค์ ถือบัตรประชาชนไทยสถานะบุคคลหมายเลข 0 เพิ่งได้มาราว 2-3 ปี ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการของรัฐไทยได้เลย นอกจากสวัสดิการสุขภาพและการรักษาพยาบาล

การเลี้ยงเด็กวัยกำลังโต 8 คนไม่ใช่งานง่าย ไม่ว่าจะเป็นความรับผิดชอบของใครก็ตาม แต่ครอบครัวของแม่คำผ่องต้องประสบกับอีกปัญหาที่เข้ามาซ้ำเติมให้หนักหนาขึ้นไปอีก เมื่อพ่อสมยงค์เส้นเลือดในสมองแตก เนื่องจากไม่ได้กินยาลดความดันโลหิตสูงอย่างต่อเนื่อง

“ตอนโควิดมาระลอกแรก ผมกลัว ไม่ได้ไปโรงพยาบาลเอายามากิน ก็เลยขาดยาทำให้เส้นเลือดในสมองแตก นอนติดเตียง 6 เดือน 7 เดือนแล้ว เริ่มรำคาญและลำบากแล้ว” 

“ผมไม่ใช่คนขี้เกียจคร้าน ยายก็ติดเลี้ยงหลาน ผมก็นอนอยู่บนเตียง ลำบาก ผมร้องไห้ในใจ สงสารยาย สงสารหลาน กลัวเลี้ยงหลานไม่โต ผมจะตายก่อน” 

พ่อสมยงค์รันทดท้อต่อชะตากรรม เมื่อถามถึงความเป็นอยู่ปรารถนาความตายให้รู้แล้วรู้รอดไม่อยากเป็นภาระให้ลูกหลาน

ปัญหาที่ซ้อนทับกันชั้นแล้วชั้นเล่า โยงใยเกี่ยวพันกันอย่างไม่อาจแยกขาด ดังที่ระบบบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาคนจนแบบชี้เป้าหมาย (Thai People Map and Analytics Platform หรือ TPMAP) โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค-สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้แสดงให้เห็นผ่านการจัดทำดัชนีความยากจนหลายมิติ (MPI: Multidimensional Poverty Index) ที่พิจารณาจาก 5 มิติ คือ จนสุขภาพ จนความเป็นอยู่ จนการศึกษา จนรายได้ จนการเข้าถึงบริการภาครัฐ โดยที่คนจน 1 คน มีปัญหาได้มากกว่า 1 ด้าน 

พูดให้ง่าย คือ “คนจนเป้าหมาย” ตามนิยามของ TPMAP คือ คนจนที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน เนื่องจากเป็นคนที่ได้รับการสำรวจว่าจนจากข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) และลงทะเบียนว่าตัวเองจนอีกด้วย จากข้อมูลผู้ลงทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐ กระทรวงการคลัง

น่าเศร้าที่ความหวังว่าจะมีชีวิตที่ดีขึ้นของครอบครัวแม่คำผ่อง จำเป็นต้องฝ่าด่านอุปสรรคแทบทุกมิติที่กล่าวมาข้างต้น 

และ ‘ธวัช มณีผ่อง’ อาจารย์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี หนึ่งในนักวิจัยโครงการวิจัยเพื่อพัฒนาพื้นที่และแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยําในพื้นที่ 10 จังหวัดภาคอีสาน มั่นใจว่า ครอบครัวแม่คำผ่อง “ร่วงหลุด” จากฐานข้อมูลคนจนเป้าหมาย TPMAP ข้างต้น

“เพราะดูจากตะแกรงที่ร่อนคือฐานข้อมูลความจำเป็น (จปฐ.) และการลงทะเบียนคนจนเพื่อรับสวัสดิการแห่งรัฐก็หลุดหมด ซึ่งหมายความได้สองนัยยะคือ (ก) มีคนยากจนลักษณะเดียวกับครอบครัวแม่คำผ่องไม่ได้อยู่ในฐานข้อมูลของรัฐ และ (ข) ภาครัฐและภาควิชาการต้องช่วยกันทำให้ตะแกรงของฐานข้อมูลคนจนถี่ขึ้น ดึงพวกเขากลับมาเกาะเกี่ยวกับหลักประกันทางสังคมและสวัสดิการของรัฐให้ได้”

ยังต้องไปติดตามแนวทางแก้ไขปัญหาความยากจน ของ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) สังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ซึ่งร่วมมือกับ 11 หน่วยงาน เพื่อบูรณาการแก้ไขปัญหาความยากจนในกลุ่ม “ครัวเรือนเปราะบาง” หมายถึง ครัวเรือนที่มีรายได้น้อยและมีบุคคลที่อยู่ในภาวะพึ่งพิงที่ต้องการได้รับความช่วยเหลือจากคนอื่น เช่น ครอบครัวยากจนที่มีเด็กเล็ก แม่เลี้ยงเดี่ยว ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ป่วยติดเตียง ผู้มีปัญหาที่อยู่อาศัย จำเป็นต้องร่วมกันพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มดังกล่าวอย่างเร่งด่วน จริงจัง และต่อเนื่องผ่านกลไกของสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) รวมทั้งกลไกการช่วยเหลือขององค์กรปกครองท้องถิ่นระดับต่าง ๆ 

ความจนข้ามรุ่น คนจนเมือง

“ครอบครัวนี้จะส่งผ่านต่อความยากจนต่อไปเรื่อย ๆ ไม่เห็นเลยว่าจะหลุดพ้นความจนได้อย่างไร เพราะคน 10 ชีวิตประกอบด้วยผู้สูงอายุ เด็กเล็ก คนป่วยติดเตียง เด็กกำลังเรียน 7 คน แต่คนหารายได้มีแค่สองคน น้ำหนักภาระที่ลูก ๆ ของแม่คำผ่องแบกอยู่มากเกินกว่ารายได้และศักยภาพที่เขามี ดังนั้น รัฐต้องเข้ามาช่วย เช่น ขณะนี้ สวัสดิการรักษาพยาบาลเข้ามาดูแลอาการติดเตียงให้แล้วก็จริง แต่ก็ยังไม่เพียงพอ ทำไมแม่คำผ่องกับพ่อสมยงค์ถึงไม่ได้เบี้ยคนชรา ทำอย่างไรเด็กเล็กตั้งแต่แรกเกิดถึงหกปีจะได้รับเงินอุดหนุนเดือนละ 600 บาท น้องฮันนี้วัย 8 เดือนควรได้ดื่มนมที่มีคุณภาพไม่ใช่ดื่มนมโรงเรียนที่พี่ ๆ พากลับมาจากโรงเรียน หรือเด็กวัยเรียนที่เหลืออีก 5 คนสามารถเข้าถึงกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้ได้อย่างไร”

ถ้าแก้ปัญหาให้ครอบครัวแม่คำผ่องได้ จะช่วยแก้ปัญหาให้อีกหลายร้อยครอบครัวแหว่งกลางในอีสานอีกมากมาย

ปรับมุมมองแก้มายาคติความจน

เมื่อผู้คนอยู่ภายใต้ข้อจำกัดนานวันเข้า ก็ย่อมทำให้ความฝันของพวกเขาเล็กลงตามไปด้วย รายงานของธนาคารโลกปี 2561 ชี้ให้เห็นว่า การเลื่อนลำดับชั้นทางสังคมระหว่างรุ่นในสังคมไทย สำหรับเด็กที่เกิดในครอบครัวยากจนที่นับเป็นชนชั้นครึ่งล่างของสังคมไทย มีโอกาสที่จะขยับฐานะมาอยู่ครึ่งบนได้เพียง 35% เท่านั้น อีก 65% ที่เหลือต้องอยู่ในชนชั้นเดิมไม่ต่างจากพ่อแม่ปู่ย่าตายายของพวกเขา แต่ในทางกลับกัน เด็กไทยที่เกิดในครอบครัวร่ำรวยครึ่งบน มีโอกาสจะขยับฐานะลงไปอยู่ในครึ่งล่างของสังคมไทยเพียงแค่ 20% เท่านั้น

‘จินตนา’ ลูกสาวคนโตของแม่คำผ่อง ทำงานเป็นพนักงานร้านอาหารที่จังหวัดชลบุรี กว่า 25 ปีของการสู้ชีวิตในเมืองใหญ่ ขายแรงงานมอบความสุข และความสะดวกสบายให้ผู้อื่น เธอกลับยังคงไม่เห็นว่าชีวิตของครอบครัวจะหลุดพ้นจากความยากจนได้แต่อย่างใด 

“เรียนจบ ป.6 แล้วก็เข้ากรุงเทพฯ เลย ทำงานขายผ้าที่โบ๊เบ๊ค่ะ เมื่อก่อนหนูก็ส่งกลับบ้านประมาณ 8,000 บาทหรือ 5,000 บาท แต่พอโควิดมาบางทีก็ไม่ถึง 5,000 บาทด้วยซ้ำ แม่บอกว่าเข้าใจ แต่เราก็รู้ว่าไม่พอ น้อยใจตัวเอง จากที่เคยมีให้แม่เยอะ แล้วให้น้อยลง แล้วลูกล่ะ รู้อยู่แล้วว่าพ่อกับแม่ยอมอดมื้อกินมื้อเพื่อหลาน”

จินตนากล่าวด้วยน้ำเสียงสะเทือนใจ 

“เกิดมาทำไมจน ทำไมไม่รวยเหมือนคนอื่นเขา แม่ทำไมจนจัง ทำงานแต่ยังเล็ก ๆ ทำไมไม่สบายอยู่บ้านเหมือนคนอื่นเขา อยากอยู่กับลูกก็ไม่ได้อยู่”

‘พัทยา’ ลูกสาวคนเล็กของแม่คำผ่องเล่าถึงชีวิตของตัวเองที่ไม่เคยได้ใกล้ชิดกับคำว่าสุขสบาย เธอเป็นแม่ของเด็ก 3 คนที่ต้องจากลูกน้อยมาทำงานหลังคลอดเพียงไม่กี่วัน เพื่อกลับไปทำงานที่ฟาร์มไก่ในจังหวัดชลบุรี รับค่าจ้างรายวัน วันละ 325 บาท ส่งกลับมาให้ครอบครัว เดือนละ 3,000 บาท 

“เราต้องสู้เพื่อลูกค่ะ ถ้าหมดหนี้หนูจะกลับไปอยู่กับลูก หนูก็บอกลูกว่า ถ้าแม่มีเงินเยอะค่อยมาอยู่กับแม่ ลูกก็ถามว่าอีกนานไหม เราบอกไปว่าอีกไม่นานหรอก ปลอบใจลูก แต่คงอีกนาน!!” พัทยาเน้นเสียงบ่งบอกถึงความขมขื่นที่ต้องโกหกลูกทุกครั้งที่โทรศัพท์คุยกัน

โครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมไทยผลิตซ้ำรูปแบบ “ครอบครัวแหว่งกลาง” เช่นนี้อีกนับล้าน พ่อแม่ต้องจากลูกไปทำงานในเมือง ผู้สูงอายุต้องเลี้ยงดูหลานในชนบทอันห่างไกล ไร้สาธารณูปโภค ไร้ที่ดินทำกิน ในวันหยุด หลานตัวเล็ก ๆ ของแม่คำผ่องต้องใช้เวลาทั้งวันไปกับการมาหยอดน้ำกรดเก็บขี้ยางในสวนยางพาราของเพื่อนบ้าน แลกกับรายได้วันละ 50 บาท แทนที่จะได้มีโอกาสเล่นสนุก อยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัยอย่างเด็กในวัยเดียวกัน

คนจนเมือง ความจนข้ามรุ่น

‘รศ.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี’ อาจารย์ประจำวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ผลักดันนโยบายรัฐสวัสดิการอย่างต่อเนื่อง ย้ำว่า สังคมที่สร้างความมั่งคั่งให้คนส่วนน้อย ในขณะที่คนทำงานหนักที่สุดกลับยากจน มันผิดปกติ

แม้รัฐไทยมีความพยายามแก้ปัญหาคนจน แต่ก็ยังไม่ตรงจุด โครงการวิจัยเพื่อพัฒนาพื้นที่และแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยํา อำนาจเจริญ โดย มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และสํานักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดอํานาจเจริญ พบว่าจากการวิจัยในพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญที่มีคนยากจนมากที่สุดจังหวัดหนึ่งในประเทศไทย เป็นเวลา 1 ปีเต็ม ได้ค้นพบว่า ที่ผ่านมาหน่วยงานรัฐสํารวจข้อมูลด้วยตัวชี้วัดด้านรายได้และรายจ่าย แต่ไม่ครอบคลุมไปถึงปัจจัยอื่น ที่บ่งชี้ถึงความจน สาเหตุที่ส่งผลต่อความจน และความซับซ้อนของปัญหาความยากจน ส่งผลให้การแก้ปัญหามุ่งไปที่การเพิ่มรายได้ ลดรายจ่ายของคนจน ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า แต่ไม่ได้ช่วยให้ความจนหมดไป เป็นการเกาไม่ถูกที่คัน แต่กลับยืดระยะเวลาความจนให้ยาวออกไป หรือรวมถึงลักษณะการดำเนินโครงการของภาครัฐที่กลายเป็นงานประจำระยะยาวของข้าราชการ เป้าหมายจึงเป็นการทำให้งานเหล่านี้ยังคงอยู่ไปเรื่อย ๆ ขาดการประสานงานกับภาคประชาสังคมและภาควิชาการ ไม่ได้มุ่งขจัดความยากจนที่รากเหง้าปัญหาอย่างแท้จริง 

หากย้อนรายงานการศึกษาของธนาคารโลก ในปี 2544  สถานการณ์เมื่อ 20 ปีก่อนยังดำรงอยู่ถึงปัจจุบัน ระบุว่า ความยากจนส่วนใหญ่ ยังกระจุกตัวอยู่ในระดับหมู่บ้าน ดังนั้น การพื้นที่ทางภูมิศาสตร์โดยพุ่งเป้าไปยังจังหวัดและหมู่บ้านที่ยากจนที่สุดน่าจะมีประสิทธิภาพมากที่สุดในการลดความยากจน โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นเป้าหมายหลักในการวางแผนยุทธศาสตร์เพื่อต่อสู้กับความยากจน 

ดังนั้น แนวทางแก้ไขจากงานวิจัยในพื้นที่ เช่น จังหวัดอำนาจเจริญ และอีก 10 จังหวัดยากจนในประเทศไทย จึงให้ความสำคัญกับการส่งเสริมโครงการเดิมในระดับหมู่บ้านที่เคยเกิดขึ้นแล้วแต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ โดยทำให้ครัวเรือนยากจนมีข้าวสารสำหรับบริโภคตลอดทั้งปี ปรับระเบียบรองรับสมาชิกวิสาหกิจชุมชนให้ถือหุ้นในนามกลุ่มได้ เพื่อนำเงินปันผลมาใช้ช่วยเหลือครัวเรือนยากจนอย่างต่อเนื่อง อีกโมเดลคือการใช้อาสาสมัครในชุมชนช่วยดูแลครัวเรือนยากจน วิเคราะห์ข้อมูลเป็นรายครัวเรือน เพื่อเข้าใจเงื่อนไข ปัญหาและความต้องการทั้งด้านทุนการศึกษา การรักษาพยาบาล ที่อยู่อาศัย ส่งเสริมอาชีพขั้นพื้นฐาน ส่งเสริมอาชีพ และพัฒนาเป็นผู้ประกอบการ 

หนทางตัดวงจรคนรุ่นใหม่เป็นคนจนเมืองรุ่นต่อไป

ข้อมูลจากยูเนสโก ปี 2558 ระบุว่าเยาวชนจากครอบครัวที่ฐานะยากจนที่สุด 20% สุดท้ายของประเทศไทย มีเพียง 8% เท่านั้นที่สามารถศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัยได้ สำหรับเด็กชายในชนบท การบวชเรียนจึงเป็นหนทางหนึ่งที่ทำให้พวกเขามีโอกาสได้เรียนหนังสือ มีโอกาสขยับฐานะทางสังคมได้มากขึ้น

‘พระมหาวาทะชัย’ เป็นลูกชายคนรองของแม่คำผ่อง ตัดสินใจพึ่งร่มกาสาวพัสตร์ ที่วัดสนมหมากหญ้าในอำเภอเขมราฐ โดยมีสามเณรโก้ ผู้เป็นหลานชายมาบวชเณรอยู่ด้วย เพื่อเรียนต่อทั้งปริยัติ และ กศน. เทียบชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น  

“ทางบ้านไม่มีเงินส่งเรียนชั้น ม.1 เขาก็ตัดสินใจว่าจะมาบวช เณรโก้เขากลัวน้องสาวไม่ได้เรียน ตอนนั้นแม่ของเขาทำงานคนเดียว ช่วงโควิดก็ยิ่งส่งเงินมาน้อย ยายก็บอกว่าไม่ไหวถ้าเรียนกันทั้ง 2 คน เขาก็ตัดสินใจว่าจะมาบวชกับหลวงน้า เพื่อให้น้องได้เรียนต่อ ด้วยความเสียสละ” พระมหาวาทะชัยเล่าถึงจุดเปลี่ยนของเณรโก้ แล้วจึงเล่าต่อถึงช่วงชีวิตของตัวเองที่เคยเป็นกรรมกรก่อสร้างหลังจากเรียนจบ ป. 6  “ความฝันเรามันยาก เราไม่มีบัตรประชาชน ต้องทำงานแบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ ”

อย่างที่กล่าวแต่ต้น ชีวิตของครอบครัวแม่คำผ่อง ไม่แตกต่างไปจากคนอื่น ๆ ในหมู่บ้านแถบนี้ ที่มีแต่คนแก่และเด็ก ๆ อาศัยอยู่ด้วยกัน คนวัยหนุ่มสาวออกจากบ้านไปทำงานในเมือง เพราะคนส่วนใหญ่ไม่มีที่ดินทำกิน วิถีชีวิตที่เคยหาอยู่หากินในการหาปลาในแม่น้ำโขง ก็ได้ปลาลดน้อยลง ส่วนการเก็บหาอาหารในป่าหรือยากขึ้น ผืนป่าและที่ดินถูกประกาศเป็นพื้นที่อนุรักษ์

‘ตาล จันทรสุข’ ชาวบ้านตามุย อำเภอโขงเจียม เป็นคนหนึ่งที่เคยเป็นคนจนเมือง เคยเข้าไปทำงานเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยในกรุงเทพฯ นานปีจะกลับบ้านสักครั้ง จนในที่สุดก็ตัดสินใจกลับมาทำมาหากินที่บ้านเกิด “เมื่อก่อนได้เงินแต่อยู่ห่างกัน ไม่รู้วันไหนจะได้มาหาลูกหาเมีย มันไม่มีความสุข หากิน หาอยู่ หาเงินหาทอง ถึงได้มาเราไปซื้อกินก็หมด เล่นหมด สู้กลับมาอยู่บ้านเราดีกว่า มาสร้างสิ่งนั้นสิ่งนี้ จะได้ 10 บาท 20 บาทก็ได้กินด้วยกัน เหลือเราก็เก็บไว้ อยากให้ลูกอยู่กับพื้นที่ เราต้องได้ใช้ชีวิตเราเอง” ตาลและเพื่อนบ้านในชุมชนบ้านตามุย จึงพยายามช่วยกันสอนเด็ก ๆ ในชุมชนให้หากินจากทรัพยากรในท้องถิ่นของตัวเอง 

‘น้ำเค็ม’  ลูกของตาลเรียนอยู่ชั้น ป.5 เรียนรู้การขับเรือและหาปลาในแม่น้ำโขงจากองค์ความรู้ที่รับถ่ายทอดมาจากพ่อ พวกเขาเรียกห้องเรียนที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตาแห่งนี้ว่า “โฮงเฮียนฮักแม่น้ำของ”

‘คำปิ่น อักษร’ ผู้ก่อตั้งโฮงเฮียนฮักน้ำของเล่าว่า ทุกที่คือพื้นที่การเรียนรู้ทักษะชีวิต

“เริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ จะได้ปลาหรือไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เราอยากมาเห็นพัฒนาการของเด็ก ๆ พอเขาเห็นเพื่อนบางคนลงน้ำไปหาปลา เพื่อนบางคนขับเรือเป็น ก็เป็นการกระตุ้นเชิงบวก เสริมสร้างทักษะการแก้ปัญหา ทักษะเหล่านี้ เป็นสิ่งที่โรงเรียนในภาครัฐ อาจจะมีบ้าง แต่ไม่ได้เป็นกระบวนการที่ต่อเนื่อง เหมือนอย่างโฮงเฮียนฮักน้ำของ เราไม่ได้มองว่าจะต้องมานั่งสอนนั่งเรียน แต่แทรกอยู่ในวิถีปกติ ในหลายเรื่อง หรือแม้กระทั่งกับเด็กเล็กที่พาเขาเก็บดอกไม้ จัดดอกไม้ ความอ่อนโยนมีผลต่อจิตใจด้วย แล้วค่อยต่อความคิด ชวนคิดชวนคุยชวนสอนกันไป”

คำปิ่นอธิบายอีกว่า ทุกกิจกรรมที่เกิดขึ้นในโฮงเฮียนฮักน้ำของ เป็นการประกอบสร้างตัวตนของเด็ก ๆ ให้แกร่งขึ้นตามความถนัดของแต่ละคน เป็นพื้นฐานที่ต่อยอดเป็นอาชีพได้ อย่าง ‘น้ำเค็ม’ มีความสนใจด้านงานช่าง ก็จะหนุนเสริมส่งให้เขาไปเรียนงานช่าง ด้วยความหวังว่าเขาจะนำทักษะเหล่านั้นกลับคืนมาสู่ชุมชนได้ในอนาคต

เพราะแม้จะยังไม่มีใครรู้ว่าความยากจนข้ามรุ่นจะจบลงเมื่อไร ทุกรุ่นที่เกิดก่อนหน้าก็พยายามเฝ้าทะนุถนอมเมล็ดพันธุ์รุ่นใหม่ให้งอกงามเติบโตได้สูงใหญ่กว่ารุ่นที่แล้วมาเสมอ แต่เมล็ดพันธุ์เล็ก ๆ เหล่านี้จะเติบโตแผ่กิ่งก้านได้ไกลแค่ไหน หากผืนแผ่นดินไม่ได้ตระเตรียมความพร้อมไว้ให้พวกเขามากเพียงพอสำหรับความผันผวนของโลกที่ความเหลื่อมล้ำยิ่งถ่างกว้างขึ้นทุกวัน 

สิ่งที่คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แทบจะเป็นฉันทามติใหม่ในสังคมไทยว่า รัฐสวัสดิการ คือทางออกที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ให้คน 99% ได้ลืมตาอ้าปากได้อย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่ต้องวิงวอนร้องขอการสงเคราะห์จากรัฐ หรือกราบกรานพึ่งพิงผู้ใหญ่ใจบุญ

“การสงเคราะห์เป็นสิ่งที่ทำให้ประชาชนอ่อนแอ และทะเลาะกัน… การสงเคราะห์เงินเยียวยาจากรัฐไม่ใช่ทุกคนจะเข้าถึง และทำให้เกิดการตัดสินว่าคนจนรอรับแต่เงินช่วยเหลือ ทั้งที่จริง ๆ แล้วสิ่งที่คนจนเรียกร้องและต้องการเพื่อประโยชน์ระยะยาว คือ รัฐสวัสดิการ” คำกล่าวของ ‘นุชนารถ แท่นทอง’ ที่ปรึกษาเครือข่ายสลัม 4 ภาค ช่วยย้ำให้เห็นถึงอนาคตที่คนส่วนใหญ่ในประเทศไทยใฝ่ฝัน

‘ภาคภูมิ แสงกนกกุล’ อาจารย์จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้สัมภาษณ์กับประชาไทไว้อย่างน่าสนใจว่า รัฐสวัสดิการเป็นกระบวนการในการหาข้อตกลงร่วมของทุกฝ่าย เป็นสิ่งที่ต้องดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ตามความฝัน ความหวังในนิยามของผู้คนที่แตกต่างกันไปตามยุคสมัย รวมทั้งยังจำเป็นต้องปรับโครงสร้างในสังคม แก้ไขกฎหมาย เพิ่มความเป็นธรรมในการแข่งขัน ลดการควบรวมกิจการ ให้ความสำคัญแก่บริการสาธารณะร่วมกันไปด้วย 

“เรื่องนี้มีความซับซ้อนมาก ยิ่งถ้าดูประวัติศาสตร์อย่างในยุโรปกว่าจะสร้างมันขึ้นมาได้ต้องค่อย ๆ ผลักดันเป็นร้อยสองร้อยปีกว่าจะเป็นได้เหมือนทุกวันนี้ แล้วเมื่อสวัสดิการเกิดขึ้นแล้วไม่ใช่หยุดอยู่กับที่ ต้องมีการปฏิรูปสม่ำเสมอเพื่อให้ทันการเปลี่ยนแปลงและความเสี่ยงของสังคม”

“คำว่าสวัสดิการของรัฐ มันไม่ใช่รัฐสวัสดิการ สวัสดิการของรัฐคือคนทุกคนต้องการมีชีวิตที่ดีขึ้นทุกคน ทุกคนอยากได้สวัสดิการที่ดีขึ้น เป็นเรื่องปกติ… แต่รัฐสวัสดิการไม่เหมือนกัน เพราะมันคือรูปแบบรัฐอย่างหนึ่งที่คุณต้องเอาคนทุกคนมาตกลงกันว่าจะเอารูปแบบไหน ทุกคนมีความฝันได้ แต่เมื่อใดก็ตามที่คุณไม่มีแนวทางหรือแนวนโยบายที่ชัดเจนว่าจะปฏิบัติอย่างไร สุดท้ายแล้วความฝันนั้นก็เป็นความฝัน ไม่เกิดเป็นความจริง”

คำถามสำหรับการก้าวไปสู่วันที่ความยากจนข้ามรุ่นหมดไปจากประเทศไทย จึงไม่ใช่คำถามว่า “เราจะเป็นรัฐสวัสดิการได้ไหม” แต่ “เราจะเป็นรัฐสวัสดิการได้อย่างไร” 

คนจนข้ามรุ่น

หลายเดือนแล้วที่พระลูกชาย และเณรหลานชายไม่ได้กลับบ้าน ทั้งสองจะมาดูแลปรนนิบัติและช่วยฟื้นฟูร่างกายของพ่อสมยงค์

การล้มป่วยติดเตียงซ้ำเติมความยากจนให้แสนสาหัส ถ้า “กรรม” หมายถึงการกระทำทั้งชาติก่อนและชาตินี้ พวกเขาเชื่อว่าการดูแลพ่อ-แม่ ความขยัน อดทน การตั้งใจศึกษาเล่าเรียน  จะทำให้หลุดพ้นจากความยากจนได้ แต่พวกเขาก็เชื่ออย่างนี้ผ่านช่วงชีวิตของคนในครอบครัวมาแล้วถึงสามรุ่น 

แล้ว “ความยากจนข้ามรุ่น” จะจบลงได้ด้วยอะไร


เครดิต : คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม). 2562. “ความยากจนอุปสรรคขัดขวางการพัฒนาที่ยั่งยืน” ใน จดหมายข่าวมุมมองสิทธิ์, 18 (10): 1-3. 


Share:



ครอบครัวดี…สังคมมีสุข Happy Family Happy Society

เรื่อง : ครอบครัวมีความสุข

ครอบครัวมีสุข


ทุกคนก็อยากมีครอบครัวที่มีความสุขด้วยกันทั้งนั้น ทำอย่างไรจึงจะมีความสุขได้ 

ครอบครัวเป็นสถานที่หรือสถาบันสังคมแห่งแรกของมนุษย์ทุกคน มีหน้าที่หลอมคนให้มีชีวิตความเป็นอยู่ตามวัฒนธรรมหนึ่งๆ และฟูมฟักความเป็นคนให้แก่เด็กยิ่งไปกว่านั้น ครอบครัวสำคัญตรงที่ทำหน้าที่สร้างบุคลิกภาพ และเราอยู่กับครอบครัวมากกว่าอยู่ในที่อื่นใด ถ้าครอบครัวมีความสุข บุคคลก็จะสามารถพัฒนาตัวเองไปในทางที่ถูกต้องและมีความสุขด้วยได้ นอกจากนั้นยังเป็นคนมองโลกในแง่ดี ปรับตัวได้ มีความเชื่อมั่นในตัวเอง ถ้าครอบครัวไม่มีความสุข เราก็จะกลายเป็นคนหงุดหงิด อาจมองโลกในแง่ร้าย อาจสร้างปมด้อย อาจทำให้เราเป็นคนก้าวร้าว และขาดมนุษยสัมพันธ์ที่ดีได้

ครอบครัวจึงเป็นสถาบันพื้นฐานที่เราต้องให้ความสนใจมากขึ้นกว่าแต่ก่อน เพราะสังคมเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว แต่ก่อนนี้ครอบครัวไทยเป็นครอบครัวใหญ่ มีปู่ย่าตายายอยู่รวมกันหรือมีพี่ป้าน้าอาลูกหลานอยู่ร่วมกันหลายคน ความสำคัญของแต่ละคนก็เปลี่ยนกันไป มาบัดนี้พ่อแม่ลูกอาจต้องอยู่กันตามลำพัง อาจมีหรือไม่มีคนรับใช้ แต่ละคนจึงมีความสำคัญสูง ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัว ซึ่งมีจำนวนน้อยลงจึงกลายเป็นเรื่องสำคัญไปด้วย จริงๆแล้ว ทุกคนก็อยากมีครอบครัวที่มีความสุขด้วยกันทั้งนั้น ทำอย่างไรจึงจะมีความสุขได้ จากการสังเกตและประสบการณ์ ความสุขในครอบครัว น่าจะประกอบด้วยเรื่องต่างๆ ดังต่อไปนี้

1) สุขภาพของสมาชิกในครอบครัวจะต้องดี สุขภาพมักเป็นเรื่องที่หลายคนมองข้ามไป โดยถือเอาว่าสุขภาพจะดีด้วยตัวของมันเองหรือพูดง่ายๆว่าใครๆก็มีสุขภาพดีกันทั้งนั้น ซึ่งไม่จริง การมีสุขภาพดีต้องประกอบด้วยการรักษาสุขภาพ และการรักษาสุขภาพ คือ ต้องสร้างนิสัยดีทางสุขภาพ เริ่มต้นด้วยการรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ ระมัดระวังโรคภัยไข้เจ็บอันอาจป้องกันได้ มีการออกกำลังกายตามสมควร ทุกคนได้พักผ่อนนอนหลับ รวมทั้งอยู่ในสิ่งแวดล้อมทางกายภาพที่ไม่เป็นภัยต่อร่างกาย(ซึ่งหมายถึงการสูบบุหรี่ด้วยก็ยังได้ แม้ว่า หลายคนอาจไม่เห็นด้วยก็ตาม)

เมื่อมีการป่วยไข้เกิดขึ้น จะเห็นว่าครอบครัวอยู่ในสภาพที่ไม่ปกติ มีการวิตกกังวล มีความห่วงใยและเป็นทุกข์ ในบางกรณีที่มีการเจ็บป่วยอย่างเรื้อรัง จะเห็นว่าครอบครัวจะเครียดและมีผลกระทบกับความเป็นอยู่ของทุกคนในครอบครัว

2) ครอบครัวที่มีความสุขจะต้องมีเวลาให้กันและกัน สามีภรรยาที่ต่างคนต่างมีภาระและกิจกรรมของตัวเอง มีความสนใจไปคนละอย่าง เช่น สามีไปตีกอล์ฟ ภรรยาไปเล่นไพ่อะไรอย่างนี้ คงจะหาความสุขด้วยกันยากในฐานะเป็นครอบครัว สามีและภรรยาที่ไม่มีเวลาให้กันและกัน จะเริ่มเหินห่างกันมากขึ้น และในที่สุดต่างก็จะแสวงหาความสุขที่อื่นและกับคนอื่น มีสามีภรรยาคู่หนึ่งที่ต่างก็มีธุรกิจของตัวเอง งานค่อนข้างยุ่ง แต่บางทีเห็นเขานัดรับประทานอาหารเที่ยงกันเป็นครั้งคราว และได้รับคำบอกเล่าว่า เขาทั้งสองอยากมีเวลาคุยกันตามลำพังบ้าง โดยไม่มีเพื่อนหรือลูกจะได้มีเวลาให้กันและกัน อีกคู่หนึ่งชอบออกวิ่งตอนเช้าๆด้วยกันก่อนไปทำงาน ส่วนอีกคู่หนึ่งชอบเข้าครัวทำอาหารด้วยกันวันเสาร์อาทิตย์

การให้เวลากับลูกๆยิ่งเป็นเรื่องสำคัญ บางคนไปคิดว่า ลูกโตเป็นวัยรุ่นแล้วไม่ต้องการพ่อแม่และถ้าลูกยังเล็กอยู่ก็ให้เวลาลูกมากหน่อย อันที่จริงไม่ว่าลูกเล็กหรือลูกโตก็จะต้องการเวลาจากพ่อแม่เสมอและทัดเทียมกัน พ่อแม่บางคนคิดว่าเวลาที่จะให้ลูกได้ คือเวลาที่ตัวเองสะดวก และหารู้ไม่ว่าเวลาสำคัญที่เป็นเวลาวิกฤต คือ เวลาที่ลูกต้องการพ่อแม่ ต้องการพูดด้วย ต้องการปรึกษาหารือ และต้องการความเอาใจใส่ พ่อแม่จึงควรหาเวลาให้ลูกให้ได้ มิฉะนั้นลูกก็จะไปหาคนอื่นหรือสิ่งอื่นทดแทน กว่าจะนึกได้ก็สายเสียแล้วก็มี มีพ่อแม่หลายรายที่เคยเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า ต้องทำมาหากินไม่มีเวลาให้ลูก ได้เคยให้ความคิดไปว่า ไม่มีเวลาให้ลูกเลยแปลว่าไม่ควรมีลูก ถ้ามีลูกแล้วต้องมีเวลาให้ นอกจากนั้นเวลาควรใช้อย่างมีคุณภาพ ไม่ใช่นั่งอยู่ด้วยกันแต่ต่างคนต่างอ่านหนังสือและไม่พูดไม่ฟังกันเลย ถ้าพ่อแม่ให้เวลากับการทำมาหากินมากกว่าให้เวลาลูกก็แปลว่ารักเงินมากกว่ารักลูก

พ่อแม่ลูกควรมีเวลาทำกิจกรรมร่วมกัน เคยเห็นพ่อแม่ลูกๆดูโทรทัศน์ด้วยกันอย่างสนุกสนาน พร้อมกับให้ความเห็นเรื่องที่กำลังดูอยู่นั้น หรือเดินทางท่องเที่ยวด้วยกัน เป็นต้น กิจกรรมที่ทำร่วมกันจะช่วยเป็นพาหะสร้างความใกล้ชิดสนิทสนมอันเป็นรากฐานของความสัมพันธ์ที่นำไปสู่ความสุข

3) ครอบครัวที่มีความสุข คือ ครอบครัวที่สื่อสารกันรู้เรื่อง สมาชิกในครอบครัวต้องสื่อสารกันตลอดเวลา จึงต้อง

(1) มีความเข้าใจในสาระให้ตรงกัน และ

(2) ต้องสื่อความรู้สึกได้ ปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยๆคือ การพูดที่เข้าใจกันไปคนละอย่าง หรือพูดคลุมเครือฟังไม่ชัดทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ บางทีเรื่องเล็กน้อย กลายเป็นเรื่องเถียงทะเลาะกันใหญ่โต

การสื่อสารความรู้สึกก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะวัฒนธรรมเรามีส่วนที่กีดกันไม่ให้เราแสดงความรู้สึกอย่างโจ่งแจ้ง ทำให้มีปัญหาเพิ่มขึ้นก็มี ภรรยาที่โกรธสามีแล้วไม่พูดด้วย เมื่อสามีถามว่าเป็นอะไร คำตอบที่มักจะได้ยินเสมอๆก็คือ ” เปล่า ” หรือ “ไม่มีอะไร” คำว่า ” เปล่า ” เป็นคำที่ใช้ค่อนข้างฟุ่มเฟือยในภาษาของเรา และไม่ทราบว่าจะตีความอย่างไรดี

การเก็บความรู้สึกแล้วอ้ำอึ้งไม่พูดไม่จาเกี่ยวกับปัญหา จะทำให้ปัญหาเพิ่มขึ้นและสะสม ไปเรื่อยๆ ทางที่ดีควรหาหนทางพูดกันให้รู้เรื่อง โดยพยายามฟังกันและกันไปด้วยมิใช่ว่าจะพูดข้างเดียวโดยไม่ฟังใครเลย สำหรับลูกๆก็เช่นกัน ควรอนุญาตให้ลูกๆแสดงความคิดเห็นและบรรยายอารมณ์ของตนได้เพื่อพ่อแม่จะได้รู้จักและเข้าใจลูกได้ดีขึ้น พร้อมทั้งเป็นการหัดให้ลูกได้ใช้วิธีแก้ปัญหาด้วยการปรึกษาหารือมากกว่าใช้ความก้าวร้าวทั้งทางกายและทางวาจา

ปัญหาที่ดูจะเกิดบ่อยๆคือ เรื่องที่พ่อแม่มักจะพูดกับลูกว่า ” เดี๋ยวแม่/พ่อไม่รักนะ” โดยใช้เป็นคำขู่ เพื่อให้ลูกเชื่อฟัง การสื่อสารชนิดนี้ก่อปัญหามากกว่าแก้ปัญหาเพราะลูกอาจเข้าใจจริงๆว่า พ่อแม่ไม่รัก หรือเข้าใจว่าความรักของพ่อแม่มีเงื่อนไข ซึ่งจริงๆแล้วอาจมิได้มีเจตนาให้เข้าใจไปอย่างนั้น การสื่อสารระหว่างกัน จึงไม่ควรใช้ข้อความหรืออารมณ์ที่เป็นการขู่ ไม่ว่าจะระหว่างพ่อแม่กับลูกหรือระหว่างสามีและภรรยา เพราะจะเป็นจุดเริ่มต้นความร้าวฉานอื่นๆต่อไปได้อีก

4) ครอบครัวที่มีความสุขคือ ครอบครัวที่จัดการเรื่องการเงินได้ คำกล่าวในสมัยหนึ่งที่ว่า ถ้ารักกันจริงแล้วกินเกลือก็ยังได้นั้น เข้าใจว่าจริงๆ แล้วคงจะเป็นไปไม่ได้ การดำรงชีวิตในลักษณะครอบครัวที่มีความสุขคงจะต้องอยู่ในสภาพเศรษฐกิจระดับหนึ่ง จะจนขนาดกินเกลือคงจะยาก ปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่คือ จะจัดการเรื่องเงินอย่างไร ไม่ว่าจะมีเงินมากหรือน้อยเพียงไร คำถามที่ต้องถามระหว่างสามีภรรยามีหลายคำถาม เช่น ควรจะใช้จ่ายเงินอย่างไร ใครจ่ายเรื่องใด ควรเก็บเงินไว้สำหรับลูกอย่างไร หรือสำหรับอนาคตอย่างไร เป็นต้น

ครอบครัวไม่ว่าจะมั่งมีหรือยากจนต่างก็พบปัญหาเดียวกันนี้ทั้งนั้น วิธีที่จะช่วยให้ครอบครัวคลายความเครียดก็คือ จะต้องปรึกษาหารือทำความเข้าใจกันให้ชัดเจน เรื่องเงินๆทองๆใครจะยอมใครในเรื่องใด เป็นต้น ในประเทศไทยยังมีการวิจัยที่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องแบบแผนการตัดสินใจเรื่องเงินภายในครอบครัวแต่เท่าที่สังเกตดูเห็นว่าในประเทศเรานี้ สามีและภรรยาต่างมีบัญชีของตัวเองเป็นส่วนใหญ่ และอาจมีบัญชีร่วมกันอีกอันหนึ่งต่างหาก การตัดสินใจเรื่องค่าใช้จ่ายดูจะคลุมเครือ ทำให้ครอบครัวมีปัญหาค่อนข้างมากเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไรก็ดี หลักการที่น่าจะยังใช้ได้อยู่ คือ การพูดจาตกลงกันในเรื่องการจัดการเรื่องเงิน อย่างน้อยสำหรับค่าใช้จ่ายหลักเป็นเรื่องๆไป

5) ครอบครัวที่มีความสุข คือ ครอบครัวที่สามารถแบ่งความรับผิดชอบได้ การอยู่ร่วมกันนั้น สมาชิกภายในครอบครัวจะต้องแบ่งปันภาระหน้าที่ของตนไปอย่างน้อยแต่ละคนจะต้องรับผิดชอบเรื่องของตัวเองส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่ง คือความรับผิดชอบต่อส่วนรวมลูกๆต้องถูกสอนและฝึกให้ดูแลตัวเองได้ รวมทั้งดูแล ข้าวของของตนเอง และสามารถรับผิดชอบเรื่องของส่วนรวมได้ด้วย เช่น การใช้ห้องน้ำ การใช้ห้องรับแขก ฯลฯ

สามีภรรยาเองก็มีการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบ สมัยนี้ผู้หญิงทำงานนอกบ้านมากขึ้น สามีจึงควรต้องช่วยแบ่งเบาภาระในบ้าน เช่น การดูแลลูกๆและการช่วยเหลืองานบ้านบ้าง ซึ่งแต่ก่อนถือเป็นหน้าที่ภรรยาเกือบทั้งหมด เพราะภรรยาอยู่กับบ้านตลอดวัน

การช่วยเหลือกันและกันในครอบครัวจะช่วยให้ครอบครัวอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข

6) ครอบครัวที่มีความสุข คือ ครอบครัวที่อยู่ด้วยกันบนพื้นฐานของความรักและการรู้จักให้อภัย ความรักกันและกันเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ความรักกันและทำให้เราเป็นห่วงเรื่องสุขภาพ ทำให้เราอยากให้เวลากันและกัน ทำให้เราอยากพูดกันรู้เรื่อง เข้าใจอารมณ์กันและกัน จัดการเรื่องเงินทองโดยปราศจากความเห็นแก่ตัว และช่วยเหลือกันและกันได้ ความรักทำให้เราให้อภัยกันและกันได้เช่นกัน เมื่อมีเรื่องที่ทำให้มีปัญหาและทำให้เรามีกำลังใจในการแก้ปัญหานั้นๆด้วย ความรักทำให้เกิดความอดทน และความรักทำให้เกิดการพัฒนาและสร้างสรรค์

7) ครอบครัวที่มีความสุข คือ ครอบครัวที่มีสมาชิกในครอบครัวใช้ความพยายามที่จะให้ชีวิตครอบครัวเป็นสุข คำที่สำคัญ คือ ” ความพยายาม ” ความสุขไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่ทุกคน โดยเฉพาะสามี-ภรรยา หรือ พ่อแม่ ต้อง” พยายาม ” ทำให้เกิดขึ้นเหมือนกิจการที่ต้องลงทุนจึงจะได้กำไร กับครอบครัวก็ต้องลงทุนเหมือนกัน การลงทุนในครอบครัว ก็คือ การสร้างความตะหนักในความสำคัญของครอบครัว การใช้เวลา การใช้สติปัญญาและความสามารถและการวางแผนที่จะให้บังเกิดผล ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากเกินไป

ครอบครัวของเราทุกคนก็จะมีความสุขได้  ถ้าสมาชิกในครอบครัวมีความรัก ความเข้าใจ ดูแล ให้อภัยซึ่งกันและกัน ให้ความอบอุ่น เอื้ออาทรต่อกันอย่างเสมอต้น เสมอปลาย ใช้จ่ายอย่างรู้คุณค่า

น.ส.พ สหกรณ์ ปีที่ 54 ฉบับที่ 1 มค.-มี.ค 37 หน้า 8-11


Share:



Social media & sharing icons powered by UltimatelySocial